วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่


วันหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วที่บ้านตาดทอง ในฤดูกาลของฝน ได้มีการเตรียมปักดำกล้าต้นข้าว  และทุกครอบครัวจะออกไปไถนาเตรียมการเพราะปลูก มีครอบครัวของชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นเด็กกำพร้าพ่อ ได้ออกไปปลุกข้าวเช่นเดียวกัน
วันหนึ่งเขาไถนาอยู่จนตะวันขึ้นสูงแล้วรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นยิ่งนัก และหิวข้าวมากกว่าทุกวัน ปกติแล้วแม่จะมาส่งก่องข้าวให้ทุกวัน แต่วันนี้กลับมาช้ากว่าปกติมาก
เขาจึงหยุดไถนาแล้วเข้าไปพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ ปล่อยให้เจ้าทุยไปกินหญ้าสายตาก็เหม่อมองไปทางบ้านของตน เฝ้ารอคอยแม่ที่จะนำข้างก่องมาส่ง ตามเวลาที่ควรจะมา ด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ ยิ่งตะวันขึ้นสูงแดดก็ยิ่งร้อนแรงขึ้นความหิวก็ยิ่งทวีคูณขึ้นตามไปด้วย
ทันใดนั้นเองเขาได้มองเห็นแม่เดินเลียบมาตามคันนา พร้อมกับก่องข้าวน้อยๆ ห้อยอยู่บนเสาแหรกคาน เขาบังเกิดความไม่พอใจที่แม่เอาก่องข้าวน้อยนั้นมาช้ามาก ด้วยความหิวจนตาลาย เขาคิดว่าข้าวในก่องข้าวน้อยนั้นคงกินไม่อิ่มเป็นแน่ จึงต่อว่าแม่ของตนว่า
“อีแก่ ไปทำอะไรอยู่ถึงมาส่งข้าวให้กูกินช้านัก
ก่องข้าวก็เอามาแต่ก่องน้อยๆ กูจะกินอิ่มหรือ?”
ผู้เป็นแม่ตอบลูกว่า “ถึงกล่องข้าวจะเล็กแต่ก้อน้อยแค่รูปนอกข้างในแน่นนะลูกเอ๋ย ลองกินดูก่อน”
ความหิว ความเหนื่อย ความโมโห ทำให้หูอื้อตาลาย ไม่ยอมฟังสิ่งใด เกิดบันดาลโทสะอย่างแรงกล้า คว้าเอาไม้แอกแล้วเข้าตีแม่ที่แก่ชราจนล้มลงแล้วก็เดินไปกินข้าว แม้กินข้าวจนอิ่มแล้วแต่ข้าวยังไม่หมดก่อง จึงรู้สึกผิดชอบชั่วดี รีบวิ่งไปดูอาการของแม่และเข้าสวมกอดแม่
” อนิจจา ในตอนนี้แม่สิ้นใจไปเสียแล้ว..”
ชายหนุ่มร้อยไห้โฮ สำนึกผิดที่ตนได้ฆ่าแม่เพียงด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ ไม่รู้จะทำประการใดดี จึงเข้ากราบ นมัสการสมภารวัดเล่าเรื่องให้ท่านฟังโดยละเอียด
สมภารสอนว่า “การฆ่าบิดามารดาของตนเองนั้นเป็นบาปหนัก เป็นมาตุฆาต ต้องตกนรกอเวจีตายแล้วไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเป็นคนอีก มีหนทางเพียวหนทางเดียวจะให้บาปเบาลงได้ก็ด้วยการสร้างธาตุก่อกวมกระดูกแม่ไว้ ให้สูงเท่านกเขาเหิน จะได้เป็นการไถ่บาปหนักให้เป็นเบาลงได้บ้าง”
เมื่อชายหนุ่มปลงศพแม่แล้ว จึงได้ขอร้องชักชวนญาติๆและชาวบ้านช่วยกันปั้นอิฐก่อเป็นธาตุเจดีย์บรรจุอัฐิแม่ไว้ จึงให้ชื่อว่า “ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” จนตราบถึงทุกวันนี้
ทุกวันนี้มีผู้มากราบธาตุก่องข้าวน้อยฯทุกวันเพื่อมาขอขมาลาโทษเหมือนกับเป็นการไถ่บาปที่ทำให้พ่อแม่ของตนเสียใจ บางคนเมื่อมีลูกแล้วจึงได้รู้ว่าบุญคุณของพ่อแม่มากเหลือคณานับ เพิ่งรู้ว่าต้องเลี้ยงดูลูกนั้นยากหนักหนาซักเพียงใด จึงมาสำนึกที่ทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจ บ้างก็มากราบไหว้เพื่อรำลึกถึงบุญคุณแม่

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ทำดีกับพ่อแม่ยามเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ดีว่า สำนึกได้เมื่อท่านได้จากไปแล้ว
ที่มา http://www.nithan.in.th

สิงโตกับยุง


นิทานอีสปสอนใจเรื่องสิงโตกับยุง
กาลครั้งหนึ่ง มียุงน้อยตัวหนึ่งกำลังบินไปรอบๆตัวสิงโตเจ้าป่าที่กำลังหลับใหลอยู่
สิงโตรู้สึกรำคาญจึงตียุงน้อยตัวนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ
ยุงจึงบินพุ่งเข้าไปกัดที่แก้มของสิงโต
ต่อมายุงน้อยก็ไปบินสร้างความรำคาญที่รอบ ๆ จมูกของสิงโตอีก
สิงโตพยายามตียุงอีกแต่ก็ไม่สำเร็จตามเคย ยุงน้อยจึงกัดเข้าที่จมูกของสิงโต
นิทานอีสปพร้อมภาพประกอบเรื่องสิงโตกับยุง
ยุงภูมิใจในผลงานของตัวเองมากที่สามารถสร้างความรำคาญและกัดสิงโตได้
จึงเอ๋ยกับสิงโตว่า “ท่านเป็นถึงเจ้าป่า…
แต่ใยท่านจึงถูกยุงตัวเล็ก ๆ อย่างข้ากัดได้”
นิทานอีสปสั้นๆเรื่องสิงโตกับยุง
ยุงน้อยจึงบินตามสิงโตเข้าไปในป่าที่เต็มไปด้วยใยแมงมุม
และในที่สุดยุงน้อยก็บินไปติดกับใยแมงมุมเข้า
และไม่สามารถที่จะแกะตัวเองออกจากใยแมงมุมนั้นได้
“เหนียวนุ่มจริงๆ” แมงมุมกล่าวเนื่องจากมันได้กินยุงน้อยเข้าไปแล้ว
ยุงน้อยที่สามารถกัดสิงโตได้…แต่มันก็ไม่สามารถที่จะกัดแมงมุมได้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ทุก ๆ คนมีจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง…เราจะต้องไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาทำลายตัวเราได้”
“รู้จักประมาณตนและอย่าประมาท…ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป”

พรสามประการ


นิทานก่อนนอนสอนใจเรื่องพรสามประการ
เช้าวันหนึ่ง ชายตัดฟืนแบกขวานเดินเข้าไปตัดฟืนในป่า
เขาพบต้นไม้ใหญ่ จึงเตรียมจะตัดมันลง
ทันใดนั้น ก็มีเสียงดังขึ้น โปรดอย่าตัดต้นไม้ที่เป็นที่อยู่ของข้าเลย
ข้าเป็นเทวดา เสียงตอบจากต้นไม้
ถ้าท่านไม่ตัดต้นไม้นี้ ข้าจะให้พรแก่ท่าน 3 ประการ
ชายตัดฟืนตกลงทันที จากนั้นจึงรีบกลับบ้าน
เพื่อไปบอกภรรยาของเขา
หลังจากเล่าเรื่องให้ภรรยาฟังแล้ว เขาก็ถามถึงอาหารเช้าทันที
ข้าวต้มอีกแล้วหรือนี่ ชายตัดฟืนบ่น และกล่าวว่า
แหม… ฉันอยากกินขนมปังก้อนโตๆ สักก้อนจังเลย
ทันใดนั้น ขนมปังก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะอาหาร
เอาจานมาเร็วๆ นี่แหละอาหารเช้าของฉัน ชายตัดฟืนบอก
จานหรือ โธ่ พรหนึ่งข้อถูกใช้ไปแล้วโดยไม่ได้อะไรเลยนะ
นอกจากขนมปังก้อนเดียว ภรรยาเขาตะโกนอย่างโมโห
ช่างโง่เสียจริง ฉันอยากให้ขนมปัง ไปติดอยู่ที่จมูกแกจริงๆ
ทันใดนั้น ขนมปังก็ลอยไปติดแน่นที่จมูกของชายตัดฟืน
ทั้งสองคนพยายามที่จะดึงขนมปังออก แต่ก็ไม่เป็นผล
ชายตัดฟืนร้องขึ้นว่า ฉันอยากให้ขนมปังหลุดออกไปจริงๆ
ทันใดนั้น ขนมปังก็หายวับไปกับตา
ไม่มีพรไดเหลือให้ขออีกแล้ว …
ทั้งสองจึงต้องกินข้าวต้มเป็นอาหารเช้า…ต่อไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“คิดให้รอบคอบก่อนพูด…จะได้ไม่เสียประโยชน์”



ที่มา http://bkkseek.com/three-wishes/

ลากับม้าทหาร


นิทานอีสปสอนใจ เรื่องลากับม้าทหาร
ม้าศึกตัวหนึ่งประดับประดาใส่อ่านและบังเหียนงามหรู
ควบตะบึงเดินทางไปเข้าร่วมรบในสงคราม
บังเอิญพบลาขนสัมภาระเต็มหลังเดินขวางทางอยู่ จึงตะโกนไล่ว่า
“หลบไปให้พ้นเจ้าลาต่ำต้อย ไม่เห็นรึไงว่าข้ากำลังรีบ”
เจ้าลาจึงรีบหลบเข้าข้างทางอย่างเจียมตัว
ต่อมา ลาได้พบม้าศึกตัวเดิมอีกครั้งในสภาพซอมซ่อ
เพราะได้รับบาดเจ็บจากสงคราม
โดนปลดประจำการและขายต่อให้กับพ่อค้าคนหนึ่ง
ต้องทำงานลากเกวียนบรรทุกสินค้าอย่างหนัก
เจ้าลาจึงทักขึ้นว่า
“เจ้ามาศึก ไฉนจึงต้องมาทำงานในสภาพที่ตกต่ำเช่นนี้
ความหยิ่งทะนงของเจ้าหายไปไหนเสียหมดล่ะ”
เจ้าม้าได้แต่ก้มหน้าอับอาย…แล้วเดินโขยกเขยกจากไป
นิทานอีสปเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“อย่าดูถูกผู้ที่ต่ำต้อยกว่า เพราะวันหนึ่งเราอาจจะตกต่ำได้เช่นกัน”


ที่มา http://bkkseek.com/the-horse-and-the-ass/

ลาอยากร้องเพลง


นิทานอีสป_ลาอยากร้องเพลง
จักจั่นมักจะส่งเสียงร้องเพลงอย่างไพเราะตลอดเวลา
ลาจึงถามจักจั่นว่า
“เพื่อนเอ๋ย เจ้ากินอะไรหรือ จึงมีเสียงที่ไพเราะนัก”
จักจั่นยิ้มเเล้วตอบว่า “อ๋อ อาหารของข้าก็คือน้ำค้างไงล่ะ”
ลาจึงเข้าใจว่าเพราะจักจั่นกินเเต่น้ำค้างอย่างเดียวจึงได้มีเสียงไพเราะ
เจ้าลามันจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า…
ถ้ามันกินน้ำค้างบ้าง ก็คงจะร้องเพลงได้ไพเราะอย่างจักจั่น
ตั้งเเต่วันนั้นลาก็กินเเต่น้ำค้าง ไม่กินหญ้าที่เป็นอาหารของตน
ไม่ช้าไม่นานนัก ลาก็ตายไปเพราะความหิวโหย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้อื่น อาจเป็นสิ่งที่เเย่ที่สุดสำหรับเรา”


ที่มา http://bkkseek.com/the-donkey-wanted-to-sing/

ต้นโอ๊กกับต้นอ้อ


นิทานอีสปเรื่องต้นโอ๊กกับต้นอ้อ
ณ บึง น้ำแห่งหนึ่ง มีต้นโอ๊กใหญ่ขึ้นแผ่กิ่งก้าน อยู่ริมฝั่งและมีต้นอ้อขึ้นอยู่ในน้ำ
เวลามีลมพัดมา ต้นอ้อก็เอนลู่ไปตามลม ต้นโอ๊กจึงพูดขึ้นว่า…
“เจ้านี่ช่าง ไม่กล้าหาญเอาซะเลย ขนาดลมพัดเบาๆ ก็ยังโอนเอนตามไป
ดูข้าสิ ไม่ว่าประจันหน้ากับอะไร ข้าก็ตั้งตรงไม่หวาดหวั่น”
และแล้วในคืนนั้นเอง…เกิดมีลมพายุพัดโหมกระหน่ำครั้งใหญ่
ต้นโอ๊กพยายามยืนต้านแรงพายุ…แต่ก็ต้านไม่ไหว จนทำให้ต้นโอ๊กนั้นหักโค่นลงในที่สุด
ส่วนต้นอ้อนั้นเมื่อพายุพัดผ่านไป…ก็ชูใบขึ้นตามเดิม…
ต้นอ้อเห็นสภาพของต้นโอ๊ก…จึงพูดว่า
“การที่ข้าเจียมตัวว่าอ่อนแอ เอนลู่ไปตามลม
ก็ยังดีกว่าเจ้านะที่ทะนงตนว่าแข็งแรงจนต้องพบจุดจบเช่นนี้…”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“การโอนอ่อนที่เหมาะสมกับสถานการณ์…ดีกว่าแข็งกร้าวบ้าบิ่นจนเกิดอันตราย”


ที่มา http://bkkseek.com/the-oak-and-the-reeds/

แมลงวันกับโถน้ำผึ้ง



นิทานอีสปสั้นๆ_แมลงวันกับโถน้ำผึ้ง
ณ ท้ายหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่สวยงาม
มีแมลงวันฝูงใหญ่ฝูงหนึ่งบินผ่านมา
มันพบโถน้ำผึ้งหกตะแครงอยู่
น้ำผึ้งหอมหวานไหลนองเต็มพื้น
ฝูงแมลงวันจึงพากันตอมกินน้ำผึ้งอย่างเพลิดเพลิน
แม้อิ่มแล้วก็ไม่บินจากไป
นิทานอีสปสอนใจ_แมลงวันกับโถน้ำผึ้ง
จนกระทั่งปีกและขาของเหล่าแมลงวันติดหนึบอยู่ในน้ำผึ้งข้นเหนียว
ไม่มีแรงขยับเขยื้อน
แมลงวันตัวหนึ่งจึงพูดขึ้นว่า
“ถ้าพวกเราไม่มัวตะกละตะกลามกินน้ำผึ้ง ก็คงไม่พบจุดจบอย่างนี้หรอก”
พวกมันพยายามจนสุดความสามารถ
ไม่นานนักพวกมันก็ตายไปทีละตัวที่ละตัว
ในที่สุด…ฝูงแมลงวันก็ตายอยู่ในน้ำผึ้งนั้น
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ผู้หลงกับความสุขชั่วครู่…อาจพบความทุกข์ได้ในภายหลัง”


ที่มา http://bkkseek.com/flies-and-honey-jar/

นกมูลไถกับเหยี่ยว


นิทานธรรมะเรื่องนกมูลไถกับเหยี่ยว
กาลครั้งหนึ่ง มีนกมูลไถตัวหนึ่ง เป็นนกที่ขยันขันแข็งในการทำมาหากิน
ทุกวันนกมูลไถจะบินออกจากรังไปบริเวณที่ชาวนาคราดไถดินเพื่อเตรียมปลูกข้าว
นกมูลไถก็จะคอยจับกินแมลงจากมูลดินที่ชาวนาไถคราดนั้นทุกวัน
นิทานสอนใจ_นกมูลไถกับเหยี่ยว
ต่อมานกมูลไถนึกอยากจะออกไปหากินในที่ที่ไม่เคยไป
จึงบินออกไปไกลจากถิ่นเดิมของตนอย่างเพลิดเพลิน
มีความสุขที่บินผ่านและพบสิ่งที่ ไม่เคยเห็น
มันบินไกลจากถิ่นเดิมของตนไปเรื่อยๆ
โดยมิได้คิดว่าจะเกิดภัยอันตรายต่อตนเอง
นิทานธรรมะสอนใจ_นกมูลไถกับเหยี่ยว
ทันใดนั้น  มันต้องตกใจแทบสิ้นสติ  เมื่อมีเหยี่ยวตัวใหญ่ตัวหนึ่งบินมาอย่างรวดเร็ว
เหยี่ยวได้ยินดังนั้น จึงถามว่า  “ที่ไหนล่ะเป็นถิ่นปิตุภูมิของเจ้า”
นกมูลไถบอกว่า “ที่ที่เขาไถนานั่นแหละคือถิ่นที่เป็นปิตุภูมิของข้า”
และโฉบจับตัวมันไว้  ขณะนั้นนกมูลไถได้รำพันว่า
“สมควรแล้วที่เราจะถูกเหยี่ยวเฉี่ยวไป..เพราะไม่รู้จักหากินในที่ถิ่นที่เป็นที่เกิดของตน”
นิทานสอนใจเรื่องนกมูลไถกับเหยี่ยว
คิดดังนั้นแล้ว เหยี่ยวจึงบอกนกมูลไถว่า
“ข้าจะพาเจ้าไปปล่อยยังถิ่นเกิดของเจ้า แล้วข้าจะจับเจ้าใหม่”
ว่าแล้วก็พานกมูลไถไปยังนาที่คราดไถดินไว้
เมื่อถูกเหยี่ยวปล่อยตัว  นกมูลไถก็ดีใจมากจึงกระโดดขึ้นไปยืนบนรอยไถ
และกล่าวท้าทายเหยี่ยวว่า “แน่จริงเจ้าก็ลงมาจับข้าสิ”
เหยี่ยวได้ฟังดังนั้นก็โมโหมาก ไม่ทันพิจารณาให้รอบคอบ
บินถลาลง  หวังจะโฉบจับนกมูลไถไปกินเสียให้รู้สึก
เหยี่ยวบินถลาลงมาด้วยความเร็ว จึงกระแทกกับก้อนดินแข็งอย่างแรง
และดิ้นตายอยู่ตรงนั้นทันที..
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ให้รู้จักอยู่…ในที่ที่เหมาะสมกับตนเอง”


ที่มา http://bkkseek.com/the-hawk-and-the-nightingale/

กบสองตัว


นิทานอีสปเรื่องกบสองตัว
กาลครั้งหนึ่ง มีกบฝูงหนึ่งเดินทางรอนแรมไปในป่า
กบสองตัวเกิดตกลงไปในหลุมลึก
เมื่อกบตัวอื่นๆ เห็นว่าหลุมนั้นลึกแค่ไหน
มันก็พากันบอกเจ้ากบสองตัวนั้นว่า
“โธ่…กรรมของพวกเจ้าจริงๆ…พวกเจ้าคงต้องตายเป็นแน่แท้
…เพราะหลุมมันช่างลึกเหลือเกิน”
แต่มันทั้งสองก็ไม่สนใจคำพูดเหล่านั้น
พวกมันพยายามที่จะกระโดดออกมาด้วยแรงทั้งหมดที่มี
กบตัวอื่น ๆ ที่อยู่ข้างบนพูดขึ้นว่า
“โธ่เจ้ากบทั้งสอง..พวกเจ้าจงละความพยายามเสียเถิด…
ถึงจะพยายามฝืนเพียงใด…พวกเจ้าก็คงหนีไม่พ้นความตายอย่างแน่นอน”

นิทานอีสปสอนใจ_กบสองตัว
สุดท้ายเจ้ากบหนึ่งในสองตัวที่อยู่ในหลุม…ก็เชื่อคำพูดของเจ้ากบตัวอื่น ๆ
แล้วละความพยายาม…มันร่วงลงไป…และตายในที่สุด
กบอีกตัวยังคงพยายามกระโดดให้แรงที่สุดเท่าที่มันจะทำได้
ฝูงกบร้องตะโกนอีกครั้ง
“โธ่เจ้ากบเอ๋ย…เจ้าจงหยุดความเจ็บปวด…ด้วยการยอมตายไปเถอะนะ
พวกเราสงสารเจ้าเหลือเกิน…จะทรมานตัวเองทำไม…อย่างไรเสียเจ้าก็ต้องตายอยู่ดี!
เชื่อเราเถอะ…เจ้าจะได้ไม่ต้องทนเจ็บปวด”
นิทานอีสปสั้นๆ_กบสองตัว
เจ้ากบกระโดดแรงขึ้นกว่าเดิม…และในที่สุด…มันก็ทำสำเร็จ!
พอมันออกมาจากหลุมนั้นได้…
กบตัวอื่นๆก็ถามว่า
 “เจ้าไม่ได้ยินพวกเราพูดหรอกรึ?”
เจ้ากบตัวนั้น…อธิบายว่า…ตัวมันเองหูตึง!…
มันคิดอยู่ตลอดเวลาว่า…
“พวกกบตัวอื่นๆให้กำลังใจตัวมันเอง….อยู่ตลอดเวลาที่มันอยู่ในหลุม (^_^)”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คำพูดมีพลังสามารถบันดาลความเป็นความตายได้…คำพูดให้กำลังใจเวลาที่คนอื่นกำลังเศร้าสามารถช่วยดึงคนเหล่านั้นออกมาจากความทุกข์…และช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นวันคืนที่เลวร้ายนั้นไปได้…ดังนั้นจงระมัดระวังสิ่งที่ตนพูดให้ดี…จงพูดแต่สิ่งที่ดีงามกับใครก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของท่าน…เรื่องพลังแห่งคำพูดนั้น…บางครั้งก็ยากที่เราจะเข้าใจว่า…คำพูดให้กำลังใจเพียงหนึ่งคำ…จะก่อให้เกิดผลตามมาได้มากมาย…ขนาดนั้น


ที่มา http://bkkseek.com/the-two-frogs/

กบกับบ่อน้ำ


นิทานอีสปเรื่องกบกับบ่อน้ำกบสองตัวอาศัยอยู่ในหนองน้ำด้วยกัน
แต่ในช่วงฤดูร้อนหนองน้ำแห่งนี้…กลับแห้งขอด
พวกมันจึงออกจากบริเวณนี้
และมองหาสถานที่อาศัยแห่งใหม่ ซึ่งพวกมันชอบอาศัยอยู่ในที่ที่ชื้น
นิทานอีสปพร้อมภาพประกอบ_กบกับบ่อน้ำ
เวลาผ่านไปจนกระทั่งพวกมันมาพบบ่อน้ำลึก
กบตัวหนึ่งมองลงไปในบ่อ และเอ่ยกับเพื่อนกบของมันว่า
“บ่อน้ำนี้ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง พวกเรากระโดดลงไปอยู่ในนั้นกันเถอะ”
พูดยังไม่ทันจบ…เจ้ากบตัวนั้นก็กระโดดลงไปในบ่อทันที
โดยที่ยังไม่ทันได้ฟังเพื่อนของมัน…ที่กำลังพูดอยู่นั้นเลย
นิทานอีสปสำหรับเด็ก_กบกับบ่อน้ำ
กบอีกตัวนั้นได้พูดขึ้นว่า “ช้าก่อน เพื่อน!…
แล้วถ้าบ่อน้ำนี้…เกิดแห้งเหมือนกับหนองน้ำขึ้นมาล่ะ
…พวกเราจะออกจากที่นี้ไปได้อย่างไร…”
นิทานสอนใจ_กบกับบ่อน้ำ
เมื่อเจ้ากบกระโดดลงไป ก็พบว่าบ่อน้ำนั้นแห้งเช่นคำที่เพื่อนกบบอกมา
แต่ก็พอมีน้ำ…ให้มันได้กินอยู่บ้าง
แต่ทว่าคงเป็นเรื่องยาก…ที่มันจะขึ้นมาจากบ่อน้ำลึกนั้นได้…!
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ควรคิดไตร่ตองให้ดี…ก่อนจะเริ่มกระทำสิ่งใด”
มิฉะนั้นจะเป็นผลเสียมากกว่าผลได้…เฉกเช่นที่เจ้ากบกำลังเผชิญอยู่นี้


ที่มา http://bkkseek.com/the-frogs-and-the-well/

สุนัขจิ้งจอกกับแมว


นิทานอีสปสั้นๆสุนัขจิ้งจอกกับแมว
สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งคุยอวดตัวเองกับแมวตัวหนึ่ง
ถึงวิธีที่จะหลบหลีกจากศัตรูของมันว่า
“ฉันมีกลวิธีทุกอย่างอยู่ในหัวแล้ว” สุนัขจิ้งจอกกล่าว
“ฉันมีเป็นร้อยร้อยวิธี…ที่จะหลบหนีจากศัตรูของฉัน”
“ฉันมีอยู่วิธีเดียว” แมวกล่าว “แต่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์”
ต่อมาอีกชั่วครู่หนึ่งแมวได้ยินเสียงหมาล่ากลุ่มหนึ่งมุ่งหน้ามาทางมัน
และแมวก็รีบวิ่งขึ้นต้นไม้และซ่อนตัวภายใต้กิ่งไม้ทันที
“นี่คือแผนการของฉัน” แมวกล่าว “แล้วเธอละจะทำอะไรต่อไป”
นิทานอีสปก่อนนอนสอนใจสุนัขจิ้งจอกกับแมว
สุนัขจิ้งจอกคิดถึงวิธีการแรก และวิธีอื่น ๆ…
และในขณะนี้เขากำลังคิดวิธีต่อไป…
กลุ่มคนก็ได้ใกล้เข้ามาทุกที สุนัขจิ้งจอกสับสนในความคิดของตน
จึงถูกหมาล่าจับและถูกฆ่าโดยนายพรานกลุ่มดังกล่าว
“และนี่คือความผิดพลาดของเธอ” แมวผู้เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่กล่าว
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“หนึ่งทางรออด…ย่อมดีกว่าร้อยทางเสี่ยง”


ที่มา http://bkkseek.com/the-fox-and-the-cat/

ไก่โต้งกับสุนัขจิ้งจอก


นิทานสำหรับเด็กไก่โต้งกับสุนัขจิ้งจอก
มีชาวบ้านเลี้ยงไก่โต้งไว้ตัวหนึ่ง เพื่อให้มันคอยร้องขันปลุกพวกเขาในเวลาใกล้ฟ้าสาง
ไก่โต้งจึงถูกจัดให้อาศัยอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน
ไม่ไกลกันนัก มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งคอยที่จะจับไก่โต้งตัวนี้กิน
จนวันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกเห็นโอกาสเหมาะ ไม่มีใครจึงเดินรี่ไปหาไก่โต้งทันที
นิทานอีสป_ไก่โต้งกับสุนัขจิ้งจอก
เมื่อไปถึง มันจึงเอ๋ยทักขึ้นว่า
“เจ้าไก่โต้งผู้งามสง่า…เจ้ารู้ไหมว่าข้ากับพ่อของเจ้าเป็นเพื่อนกัน”
“ข้าจำได้ว่า เสียงขันของพ่อเจ้าช่างไพเราะนัก เจ้าเองก็คงขันได้ไพเราะเช่นกัน
เจ้าจะกรุณาขันให้ข้าได้ยินสักนิดได้หรือไม่” สุนัขจิ้งจอกแสร้งขอร้อง
ไก่โต้งได้ยินก็ยิ้มแล้วพยักหน้ารับอย่างภาคภูมิใจ
นิทานอีสปสั้นๆ_ไก่โต้งกับสุนัขจิ้งจอก
เมื่อไก่โต้งเริ่มโก่งคอขัน
เจ้าสุนัขจิ้งจอกซึ่งรออยู่รีบกระโดดขึ้นคาบไก่โต้งไว้แล้ววิ่งหนีไป
ไก่โต้งตกใจ พยายามขันเสียงดังหวังให้ชาวบ้านได้ยิน
เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงร้องของไก่โต้ง
“ดูนั่น!…หมาจิ้งจอกกำลังคาบไก่ของเราวิ่งหนีไปแล้ว”
ชาวบ้านตะโกนบอกกัน แล้วต่างพากันคว้าท่อนไม้ออกวิ่งไล่ตามไป
นิทานอีสปพร้อมภาพประกอบ_ไก่โต้งกับสุนัขจิ้งจอก
เมื่อไก่โต้งเห็นชาวบ้านวิ่งตามมา มันจึงหันมาบอกเจ้าสุนัขจิ้งจอกว่า
“เจ้าได้ยินที่พวกเขาพูดกันหรือไม่ ว่าจะไม่ยอมให้เจ้าเอาข้าไป”
“ทำไมเจ้าไม่ร้องบอกพวกเขาไปว่า ข้าเป็นไก่ของเจ้า พวกเขาจะได้เลิกตาม”
ไก่โต้งใช้อุบายหลอก โดยไม่ทันคิดไตร่ตรอง
เจ้าสุนัขจิ้งจอกรีบเปิดปากเพื่อตะโกนทันที
นิทานสอนใจ_ไก่โต้งกับสุนัขจิ้งจอก
จังหวะนั้นเอง เจ้าไก่โต้งรีบบินหนีไปเกาะที่กิ่งไม้แล้วหันมาพูดเยาะเย้ยว่า
“เจ้านี่ช่างโง่เขลาเสียจริง ข้าไม่มีวันเป็นของเข้าหรอก”
พอดีกับที่ชาวบ้านวิ่งมาถึง ต่างช่วยกันทุบตีเจ้าสุนัขจิ้งจอกเป็นการใหญ่…
ก่อนที่จะอุ้มไก่โต้งกลับไป…สุนัขจิ้งจอกได้แต่คร่ำครวญว่า
“ข้าต้องมาเจ็บตัว แถมอดกินเจ้าไก่โต้งนั่น 
เพราะความเบาปัญญาของตัวข้าเองแท้ ๆ”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“เมื่อมีภัย…จงตั้งสติ…และใช้ปัญญาแก้ไข”


ที่มา http://bkkseek.com/the-cock-and-the-fox/

สนัขจิ้งจอกกับเงา

นิทานอีสปสอนใจเรื่องสุนัขจิ้งจอกกับเงา


เย็นวันหนึ่งเวลาใกล้พลบค่ำ ดวงอาทิตย์เป็นสีแดงเลือดหมูกำลังจะลับขอบฟ้า
ได้มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง…เดินมาตามถนน
ซึ่งมันเดินหันหลังให้กับดวงตะวันที่กำลังจะตกดิน
ทันใดนั้นเมื่อมันรู้สึกประหลาดใจมาก
เมื่อเห็นเงาของตัวเองบนพื้น… เงาดำทึบ ยาวและใหญ่
อันเนื่องจากแสงอาทิตย์ปรากฏบนถนน และเคลื่อนที่ไปพร้อมกับตัวของสุนัขจิ้งจอก
มันแปลกใจกับเงาของตัวมันเองเป็นอย่างมาก
และเงานั้นก็ดูเหมือนกับว่าได้เดินนำหน้ามันไปตลอดเสียด้วยสิ
”ว้าว…มันชั่งเป็นเงาที่ใหญ่โตมากเลยนะเนี่ย“
นิทานอีสปสำหรับเด็กเรื่องสุนัขจิ้งจอกกับเงา
”หากเงาของข้าใหญ่ขนาดนี้ ก็หมายความว่า ตัวของข้าเองนั้น
ก็จะต้องใหญ่เหมือนกันด้วยน่ะสิ” มันเกิดความคิดที่หยิ่งผยองขึ้นมา
และเริ่มออกเดินต่อไปเรื่อย ๆ
ต่อมามีเสือตัวใหญ่มากตัวหนึ่ง ออกมาปรากฏตัวขึ้นที่ตรงหน้าของสุนัขจิ้งจอก
และได้หยุดยืนนิ่งอยู่ที่ตรงเงามันพอดี
นิทานอีสปพร้อมภาพประกอบสุนัขจิ้งจอกกับเงา
เจ้าสุนัขจิ้งจอกเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงเปรียบเทียบขนาดของเงาตัวเองกับเสือตัวนั้น
พร้อมเอ๋ยขึ้นว่า
“จากที่ข้าดูแล้วนะ..เจ้าตัวเล็กกว่าข้ามาก ฉะนั้นข้าจึงไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น”
สุนัขจิ้งจอกยังพูดแบบหยิ่งยโสต่ออีกด้วยว่า
”เฮ้…เจ้าเสือน้อย…คุกเข่าลงต้อนรับข้าเดี๋ยวนี้นะ…จนกว่าข้าจะเดินผ่านไป”
นิทานอีสปสั้นๆเรื่องสุนัขจิ้งจอกกับเงา
”ก้าววว! อัายสุนัขจิ้งจอกผอมแห้ง ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนนี้
ข้าจะเคยคิดว่าหากกินเอ็งเข้าไปคงจะไม่อร่อย
แต่ตอนนี้ข้าไม่อาจที่จะยกโทษให้เอ็งได้เสียแล้วสิ ก้าววว”
สุนัขจิ้งจอกจึงต้องพบกับจุดจบคือถูกเสือกินเป็นอาหาร
ที่เกิดจากมันสำคัญผิด…คิดหลงไปกับเงาของตัวมันเอง
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“การหลงตัวเองคิดว่ายิ่งใหญ่เหนือใครๆนั้น…อาจนำมาซึ่งความล้มเหลวในภายหลังได้”

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ความหมายและความสำคัญของนิทาน


จากบทความข้างต้นสรุปได้ว่า นิทาน หมายถึง เรื่องราวที่เล่าต่อๆกันมาเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงหรือมีการผูกเรื่องขึ้น โดยใช้วาจาหรือเป็นการเล่าที่มีภาพประกอบการเล่าโดยใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ประกอบ เช่น หนังสือภาพ หุ่น การเล่าปากเปล่าการใช้คนแสดงเพื่อให้  ผู้ฟังเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลินให้ความรู้ เป็นเครื่องบันเทิงใจยามว่างและถ่ายทอดความเชื่อความศรัทธาเสื่อมใสในสิ่งศักดิ์สิทธิ์บางครั้งก็สอดแทรกคติหรือคุณธรรมสอนใจลงไปด้วย

ความสำคัญของนิทานดังกล่าวสรุปได้ว่า นิทานให้ความเพลิดเพลิน สนุกสนานและผ่อนคลายความเครียด สร้างเสริมจินตนาการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม กระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว สะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมในอดีตในหลายๆด้าน ช่วยพัฒนาเด็กทางคุณลักษณะชีวิต พัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก พัฒนาด้านความรู้และสติปัญญา ทักษะและความสามารถทางภาษา

ประวัติความเป็นมาของนิทานอีสป


ประวัติความเป็นมาของอีสป


ประวัติความเป็นมาของอีสป ผู้เป็นต้นกำเนิดของนิทานอีสป
 อีสป เป็นชื่อของชายคนนึงที่เกิดในเมืองฟรีเยียในดินแดนที่ปัจจุบันเรียกว่าเอเซียไมเนอร์ในยุคเมื่อราวปี 620-560 ก่อน คริสตศักราชหรือก่อนสมัยพุทธกาลเล็กน้อย ซึ่งเป็นดินแดนที่ทวีปเอเชีย และยุโรป มาชนกัน และเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองมากในสมัยของอีสป เนื่องจากเป็นแหล่งรวมของบรรดาพ่อค้าวาณิช พวกทูตและ นักท่องเที่ยวรวมทั้งเป็นดินแดนที่มีการค้าทาสกันอย่างมากมายในสมัยนั้น และอีสปก็คือทาสคนหนึ่งของที่นั่น ซึ่งมีสมญาว่า Ethiop(เอธิออป) ซึ่งมีความหมายว่าตัวดำ แต่ชาวยุโรปเรียกเสียงเพี้ยนไปเป็น Aesop (อีสป) (ชื่อเอธิออปเชื่อว่ามาจากชื่อประเทศเอธิโอเปีย ต่อมาเปลี่ยนเป็น อะบิสซีเนีย) แต่บางตำนานบอกว่าอีสปอาจจะมาจากเมืองเทรซ ไพรเกียเอธิโอเปีย ซามอส เอเธนส์ หรือเมืองซาร์ดิส ซึ่งไม่มีใครรู้แน่นอน 

ซึ่งเดิมทีนั้นอีสปเป็นทาสอยู่ที่เมืองซามอส (Samos) ประเทศกรีซ อิดมอนหรือเอียดม็อน คือเจ้านายของอีสป ได้ี่ให้อีสปเป็นครูสอนหนังสือลูกๆของเขา บ้านของอิดมอนเป็นที่พบปะสังสรรค์กันในหมู่บุคคลสำคัญของกรีก อีสปจึงมีโอกาสได้พบเห็นและรู้จักกับบุคคลเหล่านั้น ซึ่งอีสปมีความสามารถพิเศษ สังเกตรู้ได้ด้วยวิจารณาญของเขาว่า ใครเป็นคนอย่างไร และอิมมอนได้รู้ในความพิเศษของเขามักจะนำอีสปไปด้วยเสมอเมื่อไปพบกับคนใหญ่คนโตของกรีก และอีสปได้เล่านิทานให้พวกเขาเหล่านั้นฟัง ซึ่งทำให้เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน ที่ได้ฟังเรื่องเล่าของอีสป 

ซึ่งในประวัติเล่าว่า อีสปนั้นมีรูปร่างที่อัปลักษณ์ผิดมนุษย์ คือ จมูกบี้ ปากแบะ ลิ้นคับปาก หลังงุ้ม ผิวดำมืด อีสปมักจะพูดเสียงอยู่ในลำคอ ไม่ค่อยมีใครฟังได้ยินว่าเขากล่าวว่าอะไร แต่ภูมิปัญญาของเขานั้นล้ำเลิศนัก โดย แต่ผู้ที่ได้ฟังนิทานจากอีสปมักติดอกติดใจในเนื้อหา ข้อคิด คติเตือนใจ ด้วยเหตุนี้คนสำคัญๆของกรีก มักจะเชิญอีสปเป็นแขกให้ไปเล่านิทานให้ฟังอยู่เสมอๆ
ต่อมาเมื่อนายของเขาคืออิดมอนได้ให้อิสระภาพแก่อีสป อีสปก็ได้เข้าไปอาศัยอยู่ในวังของกษัตริย์ครีซุส ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยมหาศาล ทำให้อีสปได้พบกับรัฐบุรุษของเอเธนส์และนักปราชญ์ผู้รอบรู้ต่างๆมากมาย โดยเฉพาะนักปราชญ์ที่ชื่อ โซลอน 

บางตำนานบอกว่าอีสปเคยเข้าไปอยู่ในสำนักของโซมอล ซึ่งเป็นนักกฎหมายที่มีชื่อเสียงมาก โซลอนเป็นญาติของปีซัสเตรตัส ผู้ปกครองแห่งเอเธนส์ ซึ่งชาวเมืองคิดจะขับไล่ออกจากตำแหน่งเจ้าเมือง เพราะเห็นว่าปิซัสเตรตัสปกครองประชาชนโดยใช้อำนาจกดขี่ข่มเห่งประชาชน ซึ่งอีสปเองได้เล่านิทานเรื่อง “กบเลือกนาย” เพื่อให้กับประชาชนชาวเอเธนส์ฟัง ทำให้ชาวเมืองเลื่อมใสการปกครองของปิซัสเตรตัสได้สำเร็จ นอกจากนั้นอีสปยังได้เล่านิทานอุปไมยหลายๆเรื่อง ณ สำนักของโซมอลแห่งนี้ 
นิทานอีสป นิทานอีสป ของอีสปได้เค้าโครงมากจาก หลายๆที่โดยเป็นเรื่องเล่าเก่าๆของอินเดีย อาระเบีย กรีก เปอร์เซียและดินแดนอื่นๆ โดยอีสปนำมาดัดแปลงเล่าใหม่ นิทานอีสปเป็นนิทานที่เล่าปากเปล่าไม่มีการจัดบันทึกเป็นหลักฐาน แต่ต่อมามีผู้บันทึกเอาไว้ เช่นหลักฐานของแผ่นปาปิรัสอียิปต์โบราณ เป็นต้น 

ซึ่งผู้ที่บันทึกและรวบรวมไว้ คือ ฟีดรัส ทาสชาวมาซีโดเนียนในยุคจักรพรรดิออกุสตุส จักรวรรดิแรกแห่งโรมัน ได้เป็นผู้หนึ่งที่รวบรวมเรื่องราวของนิทานอีสปเอาไว้เป็นภาษาลาติน บางตำนานบอกว่าชาวกรีกผู้หนึ่งชื่อว่า เดมิตริอุส ได้รวบรวมนิทานอีสปโดยเขียนเป็นหนังสือไว้เมื่อราว 30 ปีก่อนคริสต์ศักราช ต่อมามีผู้เขียนขึ้นใหม่อีกหลายคน จนพระที่ชื่อมาซิมุล พลานูด ได้แปลนิทานอีสปจากภาษาลาตินเป็นภาษาอังกฤษเมื่อ ค.ศ. 1400 ต่อมาชนชาติอื่นได้นำนิทานอีสปมาแปลเป็นของชนชาติตน แต่คงคติคำสอน และข้อคิดอันเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องยังคงได้รับการรักษาเอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม