วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่


วันหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วที่บ้านตาดทอง ในฤดูกาลของฝน ได้มีการเตรียมปักดำกล้าต้นข้าว  และทุกครอบครัวจะออกไปไถนาเตรียมการเพราะปลูก มีครอบครัวของชายหนุ่มคนหนึ่งเป็นเด็กกำพร้าพ่อ ได้ออกไปปลุกข้าวเช่นเดียวกัน
วันหนึ่งเขาไถนาอยู่จนตะวันขึ้นสูงแล้วรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นยิ่งนัก และหิวข้าวมากกว่าทุกวัน ปกติแล้วแม่จะมาส่งก่องข้าวให้ทุกวัน แต่วันนี้กลับมาช้ากว่าปกติมาก
เขาจึงหยุดไถนาแล้วเข้าไปพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ ปล่อยให้เจ้าทุยไปกินหญ้าสายตาก็เหม่อมองไปทางบ้านของตน เฝ้ารอคอยแม่ที่จะนำข้างก่องมาส่ง ตามเวลาที่ควรจะมา ด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ ยิ่งตะวันขึ้นสูงแดดก็ยิ่งร้อนแรงขึ้นความหิวก็ยิ่งทวีคูณขึ้นตามไปด้วย
ทันใดนั้นเองเขาได้มองเห็นแม่เดินเลียบมาตามคันนา พร้อมกับก่องข้าวน้อยๆ ห้อยอยู่บนเสาแหรกคาน เขาบังเกิดความไม่พอใจที่แม่เอาก่องข้าวน้อยนั้นมาช้ามาก ด้วยความหิวจนตาลาย เขาคิดว่าข้าวในก่องข้าวน้อยนั้นคงกินไม่อิ่มเป็นแน่ จึงต่อว่าแม่ของตนว่า
“อีแก่ ไปทำอะไรอยู่ถึงมาส่งข้าวให้กูกินช้านัก
ก่องข้าวก็เอามาแต่ก่องน้อยๆ กูจะกินอิ่มหรือ?”
ผู้เป็นแม่ตอบลูกว่า “ถึงกล่องข้าวจะเล็กแต่ก้อน้อยแค่รูปนอกข้างในแน่นนะลูกเอ๋ย ลองกินดูก่อน”
ความหิว ความเหนื่อย ความโมโห ทำให้หูอื้อตาลาย ไม่ยอมฟังสิ่งใด เกิดบันดาลโทสะอย่างแรงกล้า คว้าเอาไม้แอกแล้วเข้าตีแม่ที่แก่ชราจนล้มลงแล้วก็เดินไปกินข้าว แม้กินข้าวจนอิ่มแล้วแต่ข้าวยังไม่หมดก่อง จึงรู้สึกผิดชอบชั่วดี รีบวิ่งไปดูอาการของแม่และเข้าสวมกอดแม่
” อนิจจา ในตอนนี้แม่สิ้นใจไปเสียแล้ว..”
ชายหนุ่มร้อยไห้โฮ สำนึกผิดที่ตนได้ฆ่าแม่เพียงด้วยอารมณ์เพียงชั่ววูบ ไม่รู้จะทำประการใดดี จึงเข้ากราบ นมัสการสมภารวัดเล่าเรื่องให้ท่านฟังโดยละเอียด
สมภารสอนว่า “การฆ่าบิดามารดาของตนเองนั้นเป็นบาปหนัก เป็นมาตุฆาต ต้องตกนรกอเวจีตายแล้วไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเป็นคนอีก มีหนทางเพียวหนทางเดียวจะให้บาปเบาลงได้ก็ด้วยการสร้างธาตุก่อกวมกระดูกแม่ไว้ ให้สูงเท่านกเขาเหิน จะได้เป็นการไถ่บาปหนักให้เป็นเบาลงได้บ้าง”
เมื่อชายหนุ่มปลงศพแม่แล้ว จึงได้ขอร้องชักชวนญาติๆและชาวบ้านช่วยกันปั้นอิฐก่อเป็นธาตุเจดีย์บรรจุอัฐิแม่ไว้ จึงให้ชื่อว่า “ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่” จนตราบถึงทุกวันนี้
ทุกวันนี้มีผู้มากราบธาตุก่องข้าวน้อยฯทุกวันเพื่อมาขอขมาลาโทษเหมือนกับเป็นการไถ่บาปที่ทำให้พ่อแม่ของตนเสียใจ บางคนเมื่อมีลูกแล้วจึงได้รู้ว่าบุญคุณของพ่อแม่มากเหลือคณานับ เพิ่งรู้ว่าต้องเลี้ยงดูลูกนั้นยากหนักหนาซักเพียงใด จึงมาสำนึกที่ทำให้พ่อแม่ต้องเสียใจ บ้างก็มากราบไหว้เพื่อรำลึกถึงบุญคุณแม่

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ทำดีกับพ่อแม่ยามเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ดีว่า สำนึกได้เมื่อท่านได้จากไปแล้ว
ที่มา http://www.nithan.in.th

สิงโตกับยุง


นิทานอีสปสอนใจเรื่องสิงโตกับยุง
กาลครั้งหนึ่ง มียุงน้อยตัวหนึ่งกำลังบินไปรอบๆตัวสิงโตเจ้าป่าที่กำลังหลับใหลอยู่
สิงโตรู้สึกรำคาญจึงตียุงน้อยตัวนั้น แต่ก็ไม่สำเร็จ
ยุงจึงบินพุ่งเข้าไปกัดที่แก้มของสิงโต
ต่อมายุงน้อยก็ไปบินสร้างความรำคาญที่รอบ ๆ จมูกของสิงโตอีก
สิงโตพยายามตียุงอีกแต่ก็ไม่สำเร็จตามเคย ยุงน้อยจึงกัดเข้าที่จมูกของสิงโต
นิทานอีสปพร้อมภาพประกอบเรื่องสิงโตกับยุง
ยุงภูมิใจในผลงานของตัวเองมากที่สามารถสร้างความรำคาญและกัดสิงโตได้
จึงเอ๋ยกับสิงโตว่า “ท่านเป็นถึงเจ้าป่า…
แต่ใยท่านจึงถูกยุงตัวเล็ก ๆ อย่างข้ากัดได้”
นิทานอีสปสั้นๆเรื่องสิงโตกับยุง
ยุงน้อยจึงบินตามสิงโตเข้าไปในป่าที่เต็มไปด้วยใยแมงมุม
และในที่สุดยุงน้อยก็บินไปติดกับใยแมงมุมเข้า
และไม่สามารถที่จะแกะตัวเองออกจากใยแมงมุมนั้นได้
“เหนียวนุ่มจริงๆ” แมงมุมกล่าวเนื่องจากมันได้กินยุงน้อยเข้าไปแล้ว
ยุงน้อยที่สามารถกัดสิงโตได้…แต่มันก็ไม่สามารถที่จะกัดแมงมุมได้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ทุก ๆ คนมีจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง…เราจะต้องไม่ให้สิ่งเหล่านี้มาทำลายตัวเราได้”
“รู้จักประมาณตนและอย่าประมาท…ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป”

พรสามประการ


นิทานก่อนนอนสอนใจเรื่องพรสามประการ
เช้าวันหนึ่ง ชายตัดฟืนแบกขวานเดินเข้าไปตัดฟืนในป่า
เขาพบต้นไม้ใหญ่ จึงเตรียมจะตัดมันลง
ทันใดนั้น ก็มีเสียงดังขึ้น โปรดอย่าตัดต้นไม้ที่เป็นที่อยู่ของข้าเลย
ข้าเป็นเทวดา เสียงตอบจากต้นไม้
ถ้าท่านไม่ตัดต้นไม้นี้ ข้าจะให้พรแก่ท่าน 3 ประการ
ชายตัดฟืนตกลงทันที จากนั้นจึงรีบกลับบ้าน
เพื่อไปบอกภรรยาของเขา
หลังจากเล่าเรื่องให้ภรรยาฟังแล้ว เขาก็ถามถึงอาหารเช้าทันที
ข้าวต้มอีกแล้วหรือนี่ ชายตัดฟืนบ่น และกล่าวว่า
แหม… ฉันอยากกินขนมปังก้อนโตๆ สักก้อนจังเลย
ทันใดนั้น ขนมปังก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะอาหาร
เอาจานมาเร็วๆ นี่แหละอาหารเช้าของฉัน ชายตัดฟืนบอก
จานหรือ โธ่ พรหนึ่งข้อถูกใช้ไปแล้วโดยไม่ได้อะไรเลยนะ
นอกจากขนมปังก้อนเดียว ภรรยาเขาตะโกนอย่างโมโห
ช่างโง่เสียจริง ฉันอยากให้ขนมปัง ไปติดอยู่ที่จมูกแกจริงๆ
ทันใดนั้น ขนมปังก็ลอยไปติดแน่นที่จมูกของชายตัดฟืน
ทั้งสองคนพยายามที่จะดึงขนมปังออก แต่ก็ไม่เป็นผล
ชายตัดฟืนร้องขึ้นว่า ฉันอยากให้ขนมปังหลุดออกไปจริงๆ
ทันใดนั้น ขนมปังก็หายวับไปกับตา
ไม่มีพรไดเหลือให้ขออีกแล้ว …
ทั้งสองจึงต้องกินข้าวต้มเป็นอาหารเช้า…ต่อไป
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“คิดให้รอบคอบก่อนพูด…จะได้ไม่เสียประโยชน์”



ที่มา http://bkkseek.com/three-wishes/

ลากับม้าทหาร


นิทานอีสปสอนใจ เรื่องลากับม้าทหาร
ม้าศึกตัวหนึ่งประดับประดาใส่อ่านและบังเหียนงามหรู
ควบตะบึงเดินทางไปเข้าร่วมรบในสงคราม
บังเอิญพบลาขนสัมภาระเต็มหลังเดินขวางทางอยู่ จึงตะโกนไล่ว่า
“หลบไปให้พ้นเจ้าลาต่ำต้อย ไม่เห็นรึไงว่าข้ากำลังรีบ”
เจ้าลาจึงรีบหลบเข้าข้างทางอย่างเจียมตัว
ต่อมา ลาได้พบม้าศึกตัวเดิมอีกครั้งในสภาพซอมซ่อ
เพราะได้รับบาดเจ็บจากสงคราม
โดนปลดประจำการและขายต่อให้กับพ่อค้าคนหนึ่ง
ต้องทำงานลากเกวียนบรรทุกสินค้าอย่างหนัก
เจ้าลาจึงทักขึ้นว่า
“เจ้ามาศึก ไฉนจึงต้องมาทำงานในสภาพที่ตกต่ำเช่นนี้
ความหยิ่งทะนงของเจ้าหายไปไหนเสียหมดล่ะ”
เจ้าม้าได้แต่ก้มหน้าอับอาย…แล้วเดินโขยกเขยกจากไป
นิทานอีสปเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“อย่าดูถูกผู้ที่ต่ำต้อยกว่า เพราะวันหนึ่งเราอาจจะตกต่ำได้เช่นกัน”


ที่มา http://bkkseek.com/the-horse-and-the-ass/

ลาอยากร้องเพลง


นิทานอีสป_ลาอยากร้องเพลง
จักจั่นมักจะส่งเสียงร้องเพลงอย่างไพเราะตลอดเวลา
ลาจึงถามจักจั่นว่า
“เพื่อนเอ๋ย เจ้ากินอะไรหรือ จึงมีเสียงที่ไพเราะนัก”
จักจั่นยิ้มเเล้วตอบว่า “อ๋อ อาหารของข้าก็คือน้ำค้างไงล่ะ”
ลาจึงเข้าใจว่าเพราะจักจั่นกินเเต่น้ำค้างอย่างเดียวจึงได้มีเสียงไพเราะ
เจ้าลามันจึงเกิดความคิดขึ้นมาว่า…
ถ้ามันกินน้ำค้างบ้าง ก็คงจะร้องเพลงได้ไพเราะอย่างจักจั่น
ตั้งเเต่วันนั้นลาก็กินเเต่น้ำค้าง ไม่กินหญ้าที่เป็นอาหารของตน
ไม่ช้าไม่นานนัก ลาก็ตายไปเพราะความหิวโหย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้อื่น อาจเป็นสิ่งที่เเย่ที่สุดสำหรับเรา”


ที่มา http://bkkseek.com/the-donkey-wanted-to-sing/

ต้นโอ๊กกับต้นอ้อ


นิทานอีสปเรื่องต้นโอ๊กกับต้นอ้อ
ณ บึง น้ำแห่งหนึ่ง มีต้นโอ๊กใหญ่ขึ้นแผ่กิ่งก้าน อยู่ริมฝั่งและมีต้นอ้อขึ้นอยู่ในน้ำ
เวลามีลมพัดมา ต้นอ้อก็เอนลู่ไปตามลม ต้นโอ๊กจึงพูดขึ้นว่า…
“เจ้านี่ช่าง ไม่กล้าหาญเอาซะเลย ขนาดลมพัดเบาๆ ก็ยังโอนเอนตามไป
ดูข้าสิ ไม่ว่าประจันหน้ากับอะไร ข้าก็ตั้งตรงไม่หวาดหวั่น”
และแล้วในคืนนั้นเอง…เกิดมีลมพายุพัดโหมกระหน่ำครั้งใหญ่
ต้นโอ๊กพยายามยืนต้านแรงพายุ…แต่ก็ต้านไม่ไหว จนทำให้ต้นโอ๊กนั้นหักโค่นลงในที่สุด
ส่วนต้นอ้อนั้นเมื่อพายุพัดผ่านไป…ก็ชูใบขึ้นตามเดิม…
ต้นอ้อเห็นสภาพของต้นโอ๊ก…จึงพูดว่า
“การที่ข้าเจียมตัวว่าอ่อนแอ เอนลู่ไปตามลม
ก็ยังดีกว่าเจ้านะที่ทะนงตนว่าแข็งแรงจนต้องพบจุดจบเช่นนี้…”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“การโอนอ่อนที่เหมาะสมกับสถานการณ์…ดีกว่าแข็งกร้าวบ้าบิ่นจนเกิดอันตราย”


ที่มา http://bkkseek.com/the-oak-and-the-reeds/

แมลงวันกับโถน้ำผึ้ง



นิทานอีสปสั้นๆ_แมลงวันกับโถน้ำผึ้ง
ณ ท้ายหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่สวยงาม
มีแมลงวันฝูงใหญ่ฝูงหนึ่งบินผ่านมา
มันพบโถน้ำผึ้งหกตะแครงอยู่
น้ำผึ้งหอมหวานไหลนองเต็มพื้น
ฝูงแมลงวันจึงพากันตอมกินน้ำผึ้งอย่างเพลิดเพลิน
แม้อิ่มแล้วก็ไม่บินจากไป
นิทานอีสปสอนใจ_แมลงวันกับโถน้ำผึ้ง
จนกระทั่งปีกและขาของเหล่าแมลงวันติดหนึบอยู่ในน้ำผึ้งข้นเหนียว
ไม่มีแรงขยับเขยื้อน
แมลงวันตัวหนึ่งจึงพูดขึ้นว่า
“ถ้าพวกเราไม่มัวตะกละตะกลามกินน้ำผึ้ง ก็คงไม่พบจุดจบอย่างนี้หรอก”
พวกมันพยายามจนสุดความสามารถ
ไม่นานนักพวกมันก็ตายไปทีละตัวที่ละตัว
ในที่สุด…ฝูงแมลงวันก็ตายอยู่ในน้ำผึ้งนั้น
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
“ผู้หลงกับความสุขชั่วครู่…อาจพบความทุกข์ได้ในภายหลัง”


ที่มา http://bkkseek.com/flies-and-honey-jar/